บทวิเคราะห์ลายเซ็น บัณฑูร ล่ำซำ

ลายเซ็นเจ้าสัว “บัณฑูร ล่ำซำ” แบงก์กสิกรไทย

 

ลายเซ็นท่านเจ้าสัว บัณฑูร ล่ำซำ ซีอีโอ แบงก์กสิกรไทย ที่มีเครื่องหมายการค้าตรารวงข้าว จะได้เห็นว่าลายเซ็นเดิมของท่านเป็นอย่างไร และลายเซ็นใหม่เป็นอย่างไร

ผมเขียนวิจารณ์ลายเซ็นท่านเจ้าสัวบัณฑูร ราวปี 2539 หรือ 2540 ในหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจครับ ตอนนั้นท่านกำลังฟิตปั๋งและก็ดังเป็นพลุ ด้วยการประกาศว่าจะ รีเอ็นจิเนียริ่งแบงก์กสิกร ซะใหม่ แปลไทยเป็นไทยก็คือจะ “ยกเครื่องใหม่” ว่างั้นเถอะ ฝ่ายโฆษณาเขานำลายเซ็นของท่านมาให้ผมดู… ก็วิจารณ์ออกไปตรงๆ ครับ วิจารณ์ว่าไง ก็เลือนๆ เหมือนกันจากปีโน้นถึงปีนี้ก็ 14-15 ปีเข้าไปแล้ว เขียนเสร็จก็ไม่ได้คิดว่าท่านจะให้ความสนใจแต่อย่างใดตอนนั้น คุณบัณฑูรเพิ่งจะ 43 ย่าง 44 มั้ง ผมเองก็ไม่ได้ไถ่ถามตามดูหรอกครับ จน 1 ปีผ่านไป จึงทราบว่าท่านเปลี่ยนลายเซ็นใหม่แล้ว แต่ก็ยังมีคนรู้น้อยครับ ว่าท่านเจ้าสัวเปลี่ยนลายเซ็นแล้ว

มาเป็นข่าวใหญ่เอาตอนที่ “คุณพี่” ลม เปลี่ยนทิศ แห่งคอลัมน์ หมายเหตุประเทศไทย ของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ นำเรื่องที่ “วารสารการเงินธนาคาร” ฉบับเดือนพฤษภาคม 2548 ที่ไปคุยเรื่อง “ฮวงจุ้ย” กับท่านเจ้าสัวบัณฑูรมาเผยแพร่ ผมขออนุญาต “คุณพี่” ลม เปลี่ยนทิศ นำมาฉายซ้ำอีกครั้งนะครับ ขอเริ่มตรงที่

“อย่างที่คุณปั้นเล่าให้ฟังว่า เคยมีหมอดูลายเซ็นทักเรื่องลายเซ็นของเขา ผ่านทางหน้าหนังสือพิมพ์ เขาเลยเชิญ อาจารย์เม้ง ซินแสที่เชี่ยวชาญลายเซ็นมาดู พบว่า ลายเซ็นของผมมีอักษรที่ดีอยู่ตัวเดียว คือ “บ ใบไม้” ที่เขียนตัวใหญ่ ส่วนตัวอักษรอื่นเละหมด ทำให้ต้องกระอักเลือดตาย เพราะความกดดันทุกอย่างต้องมาลงที่ผมคนเดียว แล้วอาจารย์เม้งก็บอกวิธีแก้ให้คุณปั้น ให้เขียนตัวอักษรถ่างออกมาหน่อย ทั้งตัว ณ เณร ฑ นางมณโฑ ส่วนสระอูนั้น อย่าเขียนลงมาข้างล่าง ให้เขียนอยู่บนบรรทัดเดียวกัน เพราะตัวสระอูไม่ดี

คุณปั้นก็เลยเปลี่ยนลายเซ็นตั้งแต่บัดนั้น “จะเห็นว่า ลายเซ็นของผมวันนี้อ่านแล้วไม่ใช่ บัณฑูร แต่อ่านเป็น บัณฑร ถ้าเซ็นแล้วอ่านเป็นบัฑฑูรละก็ ของปลอมแน่นอน ใต้ลายเซ็นจะมีเส้นเป็นรูปฉมวก และมีจุดข้างท้ายเท่ากับว่าทุกอย่างต้องจบ”

หลังจากเปลี่ยนลายเซ็นแล้ว คุณปั้นบอกว่า เหมือนเปลี่ยนชีวิตไปโดยสิ้นเชิง จากที่เคยรู้สึกหนักหน่วง เดียวดาย ก็เริ่มสบายขึ้น เหมือนมีพลังงานหนุนให้พร้อมสู้ศึกได้มากขึ้น”

ข้อความที่เป็นตัวเน้นนั่น สำนวน “คุณพี่” ลม เปลี่ยนทิศ เขียนในไทยรัฐ ฉบับวันที่ 29 พฤษภาคม 2548 ครับ แล้วถ้าอยากทราบว่า ท่านเจ้าสัวบัณฑูร “เชื่อเรื่องลายเซ็น” แค่ไหน ไปหาวารสารการเงินธนาคาร ฉบับเดือนพฤษภาคม 2548 มาอ่านย้อนหลังครับ… แล้วจะทราบว่า เรื่องลายเซ็นของคนเรานั้น ไม่ใช่ขี้ไก่แน่นอน!

อ้อ! ขอเรียนเพิ่มเติมว่า ท่านเจ้าสัวบัณฑูร ที่ “คุณพี่” ลม เปลี่ยนทิศ เรียกชื่อเล่นว่า “คุณปั้น” นั้น ท่านมีซินแสที่เคียงกายอยู่ 2 ท่านครับ ท่านหนึ่งคือ อาจารย์สง่า กุลกอบเกียรติ ดูแลเรื่อง ฮวงจุ้ย อย่างการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ที่ทำการของเคแบงก์นั่น มาจากอาจารย์ท่านนี้

ส่วนอีกท่านหนึ่งคือ อาจารย์ชุณวัชร์ ลาภานุพัฒน์ ครับท่านนี้แหละคือ ซินแสที่ยืนยันกับท่านเจ้าสัวบัณฑูร เรื่องที่ถูกผมวิจารณ์ลายเซ็นและแนะนำให้เปลี่ยนลายเซ็น อาจารย์ชุณวัชร์ มีชื่อเล่นว่า อาจารย์เม้ง ครับ

“คุณพี่” ลม เปลี่ยนทิศ เคยถามท่านเจ้าสัวว่า มีเหตุอะไรจึงมีความเชื่อเรื่องฮวงจุ้ยค่อนข้างมาก ทำแล้วดีขึ้นจริงหรือ คุณปั้นตอบเปรี้ยงเลยว่า ไม่มีเหตุผลอะไร เมื่อเชื่อแล้วก็คือเชื่อ ไม่ต้องถามหาเหตุผล ถ้าเชื่อแล้ว ถามหาเหตุผลก็คือไม่เชื่อ…คมจริงๆ ครับ (ขออนุญาตคุณบัณฑูรตรงนี้ว่า ผมจะขอเก็บไว้ตอบคนอื่นบ้างนะครับ)

“คุณพี่” ลม เปลี่ยนทิศ บอกว่าท่านเจ้าสัวตอบยังกับ “เซน” ยังไงยังงั้น ท่านเจ้าสัวอธิบายเพิ่มว่า

“แต่ถ้าถามว่า ถ้าไม่ทำล่ะ จะเกิดอะไรขึ้น ผมก็ตอบไม่ได้ เพราะผมเลือกในเส้นทางที่จะทำ ก็เลยไม่มีข้อเปรียบเทียบ รู้แต่ว่าทำแล้วดีขึ้น แต่ถ้าไม่ทำแล้วจะพังหรือเปล่า…ไม่รู้”

ทั้งหมดนี้คือ ประจักษ์พยานว่า ความเชื่อในเรื่องใดเรื่องหนึ่งนั้น อยู่ที่ความศรัทธาของแต่ละคน นะครับ อย่างท่านเจ้าสัวบัณฑูร ล่ำซำ นั่นประไร ตอนที่ท่านกลับมารับช่วงบริหารแบงก์กสิกรใหม่ๆ ท่านเป็นคนหนุ่มที่รวยที่สุดคนหนึ่งของสังคมไทย ท่านถูกผมวิจารณ์เรื่องลายเซ็น แทนที่ท่านจะโกรธ ท่านกลับให้ซินแสส่วนตัวมาตรวจสอบ เมื่อทราบว่า ที่ผมวิจารณ์ไว้มีข้อบกพร่องท่านก็แก้ไข เมื่อแก้ไขแล้วก็อย่างที่ท่านบอก “เหมือนเปลี่ยนชีวิตโดยสิ้นเชิง”

ผมนำเรื่องนี้มาเขียน มิได้มีเจตนาจะโอ้อวดตัวเองว่าเก่งนะครับ ที่อยากจะนำมายืนยันให้ใครก็ตามที่เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง หรือจะเชื่อดีหรือไม่เชื่อดีได้ใช้ดุลพินิจ และพิจารณาจากคำตอบของท่านเจ้าสัวบัณฑูร ล่ำซำ เอาเองครับ

อ้อ…แล้วโปรดอย่าถามว่า ผมเป็นใครเมื่อในอดีต เอ๊ย! ไม่ใช่ อย่าถามเบอร์โทรของ 2 ซินแสของท่านเจ้าสัวบัณฑูรมาที่ผมนะครับ ผมไม่รู้จักท่านและท่านก็ไม่รู้จักผมซะด้วย

“ตะวันณา”